งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์ เรื่องการสะกดจิตบำบัด

Last updated: 24 มี.ค. 2568  |  145 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Hypnotherapy

การสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) มีการศึกษาทางการแพทย์รองรับในหลายด้าน แม้ว่าระดับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะแตกต่างกันไปตามโรคและอาการ ต่อไปนี้คือข้อมูลทางการแพทย์เกี่ยวกับการสะกดจิตบำบัด:

งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์:

1.ความเจ็บปวด - มีการศึกษาจาก Cochrane Review (ซึ่งเป็นองค์กรที่วิเคราะห์งานวิจัยทางการแพทย์อย่างเข้มงวด) พบว่าการสะกดจิตช่วยลดความเจ็บปวดเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพในผู้ป่วยบางราย
2.โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) - วารสาร Gut ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการสะกดจิตบำบัดช่วยลดอาการของ IBS ได้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบดั้งเดิม
3.การเลิกบุหรี่ - การทบทวนอย่างเป็นระบบจากหลายการศึกษาพบว่า การสะกดจิตอาจเพิ่มอัตราความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ เมื่อใช้ร่วมกับวิธีการเลิกบุหรี่แบบอื่นๆ
4.ความวิตกกังวลและความเครียด - มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการสะกดจิตสามารถลดระดับคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) และช่วยในการจัดการความวิตกกังวลได้


กลไกทางการแพทย์

การศึกษาด้วย fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging) แสดงให้เห็นว่าระหว่างการสะกดจิต สมองมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานในหลายพื้นที่:

  • เพิ่มกิจกรรมในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความสนใจ
  • ลดการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายสมองที่เกี่ยวข้องกับการตระหนักรู้ตนเอง
  • เปลี่ยนแปลงการรับรู้ความเจ็บปวดในวงจรสมอง
การยอมรับทางการแพทย์
  • สมาคมจิตเวชอเมริกัน (American Psychiatric Association) ยอมรับการใช้การสะกดจิตบำบัดสำหรับปัญหาทางจิตบางประเภท
  • สมาคมแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) ยอมรับการสะกดจิตเป็นวิธีการรักษาเสริมตั้งแต่ปี 1958
  • ในหลายประเทศ การสะกดจิตบำบัดได้รับการรวมเข้าไปในการดูแลสุขภาพของรัฐ เช่น ในบางส่วนของ NHS (National Health Service) ในสหราชอาณาจักร
ข้อจำกัดของหลักฐานทางการแพทย์
  1. งานวิจัยส่วนใหญ่มีขนาดตัวอย่างค่อนข้างเล็ก
  2. ยากที่จะทำการศึกษาแบบปกปิดสองทาง (double-blind) ซึ่งเป็นมาตรฐานทองในการวิจัยทางการแพทย์
  3. ผลการรักษาแตกต่างกันมากระหว่างบุคคล ขึ้นอยู่กับความไวต่อการสะกดจิต (hypnotic susceptibility)
สรุปคือ การสะกดจิตบำบัดมีหลักฐานทางการแพทย์รองรับในบางกรณี แต่ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และควรใช้เป็นส่วนเสริมร่วมกับการรักษาหลัก โดยเฉพาะสำหรับโรคทางกายที่รุนแรงหรือมีความซับซ้อน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้